risk planning

เกราะคุ้มกันอนาคต: บริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด

บทความนี้สรุปจากคอร์ส “มหกรรมความรู้ คนไทยฉลาดลงทุน ” โดย Money Coach เป็นคอร์สลงทุนสำหรับมือใหม่ ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ พร้อมแนวทางจัดพอร์ต เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงิน.

ทุกคนต่างเผชิญความเสี่ยงในชีวิต ทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ทรัพย์สิน หรือแม้แต่กฎหมาย การบริหารความเสี่ยงอย่างมีแผนที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอน และช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้น

  1. เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงรอบด้าน
  2. เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีแค่ไหนถึงเรียกว่าพอ?
  3. ประกันชีวิต: ไม่ใช่แค่เพื่อลดหย่อนภาษี
    1. ประเภทของประกันชีวิตที่ควรรู้:
    2. วางแผนยังไงให้พอดี?
    3. ถ้ามีประกันอยู่แล้ว ต้องดูแลอย่างไร?
  4. ประกันสุขภาพ: ทำแบบไหน คุ้มจริง?
    1. ประเภทของประกันสุขภาพที่ควรรู้:
  5. New Health Standard และ Co-Payment
    1. New Health Standard ต้องรู้
    2. Co-Payment & Deduction
    3. ตัวอย่างกรณีที่อาจถูก Co-Pay
  6. สรุป

เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงรอบด้าน

  • ความเสี่ยงด้านการขาดรายได้:
    เพิ่มช่องทางหารายได้, พัฒนาทักษะและปรับตัว และเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อม
  • ความเสี่ยงด้านการเจ็บป่วย:
    ใช้สวัสดิการ, สำรองเงินฉุกเฉิน, ทำประกันสุขภาพ, ดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
  • ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินเสียหาย:
    ตรวจสอบและบำรุงรักษาทรัพย์สิน, สำรองเงินฉุกเฉิน, ทำประกันวินาศภัย
  • ความเสี่ยงด้านการจัดการเงิน:
    กระจายการลงทุน, ปรับพอร์ตตามสภาพตลาด, หลีกเลี่ยงการลงทุนที่เสี่ยงสูง
  • ความเสี่ยงด้านการพึ่งพาทางการเงิน:
    เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน, ใช้สวัสดิการที่มี, ทำประกันชีวิต
  • ความเสี่ยงด้านการรับผิดตามกฎหมาย:
    ศึกษาข้อมูลให้ถูกต้อง, มีสติและควบคุมพฤติกรรม, ทำประกันวิชาชีพ

📌 สรุป: ความเสี่ยงมีได้ แต่เราก็ต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าเช่นกัน


เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีแค่ไหนถึงเรียกว่าพอ?

เงินสำรองฉุกเฉินคือการเตรียมเงินสำหรับรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่าย

  • ควรมีเงินสำรองไว้ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน สำหรับผู้มีรายได้ประจำ และ 7-12 เท่าสำหรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอน
  • ควรมีเพิ่มเติมสำหรับความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน
  • เก็บไว้ในที่ปลอดภัยและถอนง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน

💡 แนะนำ: เงินสำรองไม่ต้องมากที่สุด แค่ให้พอ “ซื้อเวลา” ได้ยามจำเป็น


ประกันชีวิต: ไม่ใช่แค่เพื่อลดหย่อนภาษี

ประกันชีวิตคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยการันตีเงินก้อนในอนาคต ทั้งในกรณีที่เราไม่อยู่เพื่อใช้ดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง และในกรณีที่ใช้เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ตามเป้าหมายต่าง ๆ เช่น การศึกษาบุตร การวางแผนเกษียณ หรือการออมระยะยาว

ประเภทของประกันชีวิตที่ควรรู้:

  • แบบตลอดชีพ (Whole Life):
    เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองตลอดชีวิต และวางแผนส่งต่อมรดก
  • แบบชั่วระยะเวลา (Term):
    เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุ้มครองแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ โดยจ่ายเบี้ยประกันไม่แพง
  • แบบสะสมทรัพย์ (Endowment):
    เหมาะกับคนที่อยากออมเงินแบบมีการันตี พร้อมความคุ้มครองไปด้วย
  • แบบบำนาญ (Annuity):
    เหมาะกับคนที่อยากเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอย่างมั่นคง
  • แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked):
    เหมาะกับคนที่อยากคุ้มครองพร้อมลงทุน ปรับแผนได้ตามเป้าหมาย

วางแผนยังไงให้พอดี?

  • จ่ายเบี้ยไม่เกิน 10% ของรายได้
  • คำนวณภาระ – ทรัพย์สินที่มี = เงินเอาประกันที่ควรมี
  • เลือกแบบให้ตรงเป้าหมาย เช่น ชั่วคราว (ผ่อนบ้าน) vs บำนาญ (เกษียณ)

ถ้ามีประกันอยู่แล้ว ต้องดูแลอย่างไร?

  • กู้เงินกรมธรรม์:
    ใช้สิทธิในการขอกู้เงินจากกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับอยู่
  • เวนคืนกรมธรรม์:
    ยกเลิกสัญญาประกันเพื่อรับเงินสดทั้งหมด
  • แปลงเป็นประกันภัยแบบขยายเวลา:
    หยุดจ่ายเบี้ย และยังได้รับความคุ้มครองต่อในวงเงินเดิมแต่ระยะเวลาสั้นลง
  • แปลงเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ:
    หยุดจ่ายเบี้ย และยังได้รับความคุ้มครองต่อไปในวงเงินที่ลดลง

ประกันสุขภาพ: ทำแบบไหน คุ้มจริง?

ประกันสุขภาพคือเครื่องมือที่ช่วยลดภาระค่ารักษา และชดเชยรายจ่ายเมื่อต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการเพียงพอ

ประเภทของประกันสุขภาพที่ควรรู้:

  • แบบค่ารักษา: จ่ายตามค่ารักษาที่เกิดขึ้น เช่น แบบเหมาจ่าย, แบบแยกค่าห้อง, แบบ OPD
  • แบบเงินชดเชย: จ่ายเงินรายวันเมื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล
  • แบบโรคร้ายแรง: จ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรคร้ายแรง
  • แบบอุบัติเหตุ: คุ้มครองกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือค่ารักษาจากอุบัติเหตุ

วางแผนยังไงให้พอดี?

  • ประเมินโรงพยาบาลที่จะใช้
  • ตรวจสิทธิ / ประเมินเบี้ยที่จ่ายไหว (ไม่เกิน 5% รายได้)
  • เลือกแบบประกันที่เสริมจากสวัสดิการที่มีอยู่

New Health Standard และ Co-Payment

New Health Standard ต้องรู้

  • บริษัทประกันต้องต่ออายุทุกปี (ยกเว้นแจ้งเท็จ)
  • คนที่เคลมมากจะปรับเป็น Co-Pay แทนการตัดสิทธิ์
  • ปรับเบี้ยตามกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะบุคคล
  • แบ่งค่ารักษาเป็น 13 หมวด ชัดเจนขึ้น
  • โรคที่เคยเป็นมาก่อน ถ้าไม่มีอาการเกิน 5 ปี ไม่ถือว่าเป็นแล้ว

Co-Payment & Deduction

  • Co-Payment: จ่ายร่วมเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น 30% เรา, 70% บริษัท
  • Deduction: จ่ายเองก่อน เช่น 50,000 บาทแรก แล้วบริษัทถึงจะเริ่มจ่าย

ตัวอย่างกรณีที่อาจถูก Co-Pay

  • เคลมเล็กน้อย ≥ 3 ครั้ง + รวม > 200% เบี้ย → Co-Pay 30%
  • เคลมทั่วไป ≥ 3 ครั้ง + รวม > 400% เบี้ย → Co-Pay 30%
  • เข้าเงื่อนไขทั้งสอง → Co-Pay 50%
  • โรคร้ายแรง & อุบัติเหตุ ไม่โดน Co-Pay

📌 สรุป: ถ้าใช้ประกันตามความจำเป็นจริง ไม่เคลมบ่อยเกิน ก็ไม่ต้องกังวล


สรุป

การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างเป็นระบบ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มั่นคงและเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรองเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน วางแผนประกันชีวิตเพื่อดูแลภาระหรือส่งต่อมรดก หรือเลือกทำประกันสุขภาพเพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ต้องใช้เงินเก็บ การเข้าใจเครื่องมือเหล่านี้และวางแผนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เรารับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ และสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมีแบบแผนในระยะยาว.


หากคุณต้องการต่อยอดความรู้และวางรากฐานการเงินที่มั่นคง
แนะนำให้เข้าไปเรียนคอร์สฉบับเต็ม มหกรรมความรู้ คนไทยฉลาดลงทุน
👉 รายละเอียดคอร์ส