บทความนี้สรุปจากคอร์ส “มหกรรมความรู้ คนไทยฉลาดลงทุน ” โดย Money Coach เป็นคอร์สลงทุนสำหรับมือใหม่ ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ พร้อมแนวทางจัดพอร์ต เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงิน.
ทุกคนต่างเผชิญความเสี่ยงในชีวิต ทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ทรัพย์สิน หรือแม้แต่กฎหมาย การบริหารความเสี่ยงอย่างมีแผนที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอน และช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้น
- เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงรอบด้าน
- เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีแค่ไหนถึงเรียกว่าพอ?
- ประกันชีวิต: ไม่ใช่แค่เพื่อลดหย่อนภาษี
- ประกันสุขภาพ: ทำแบบไหน คุ้มจริง?
- New Health Standard และ Co-Payment
- สรุป
เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงรอบด้าน

- ความเสี่ยงด้านการขาดรายได้:
เพิ่มช่องทางหารายได้, พัฒนาทักษะและปรับตัว และเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อม - ความเสี่ยงด้านการเจ็บป่วย:
ใช้สวัสดิการ, สำรองเงินฉุกเฉิน, ทำประกันสุขภาพ, ดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง - ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินเสียหาย:
ตรวจสอบและบำรุงรักษาทรัพย์สิน, สำรองเงินฉุกเฉิน, ทำประกันวินาศภัย - ความเสี่ยงด้านการจัดการเงิน:
กระจายการลงทุน, ปรับพอร์ตตามสภาพตลาด, หลีกเลี่ยงการลงทุนที่เสี่ยงสูง - ความเสี่ยงด้านการพึ่งพาทางการเงิน:
เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน, ใช้สวัสดิการที่มี, ทำประกันชีวิต - ความเสี่ยงด้านการรับผิดตามกฎหมาย:
ศึกษาข้อมูลให้ถูกต้อง, มีสติและควบคุมพฤติกรรม, ทำประกันวิชาชีพ
📌 สรุป: ความเสี่ยงมีได้ แต่เราก็ต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าเช่นกัน
เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีแค่ไหนถึงเรียกว่าพอ?
เงินสำรองฉุกเฉินคือการเตรียมเงินสำหรับรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่าย
- ควรมีเงินสำรองไว้ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน สำหรับผู้มีรายได้ประจำ และ 7-12 เท่าสำหรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอน
- ควรมีเพิ่มเติมสำหรับความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน
- เก็บไว้ในที่ปลอดภัยและถอนง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน
💡 แนะนำ: เงินสำรองไม่ต้องมากที่สุด แค่ให้พอ “ซื้อเวลา” ได้ยามจำเป็น
ประกันชีวิต: ไม่ใช่แค่เพื่อลดหย่อนภาษี

ประกันชีวิตคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยการันตีเงินก้อนในอนาคต ทั้งในกรณีที่เราไม่อยู่เพื่อใช้ดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง และในกรณีที่ใช้เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ตามเป้าหมายต่าง ๆ เช่น การศึกษาบุตร การวางแผนเกษียณ หรือการออมระยะยาว
ประเภทของประกันชีวิตที่ควรรู้:
- แบบตลอดชีพ (Whole Life):
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองตลอดชีวิต และวางแผนส่งต่อมรดก - แบบชั่วระยะเวลา (Term):
เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุ้มครองแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ โดยจ่ายเบี้ยประกันไม่แพง - แบบสะสมทรัพย์ (Endowment):
เหมาะกับคนที่อยากออมเงินแบบมีการันตี พร้อมความคุ้มครองไปด้วย - แบบบำนาญ (Annuity):
เหมาะกับคนที่อยากเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอย่างมั่นคง - แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked):
เหมาะกับคนที่อยากคุ้มครองพร้อมลงทุน ปรับแผนได้ตามเป้าหมาย
วางแผนยังไงให้พอดี?
- จ่ายเบี้ยไม่เกิน 10% ของรายได้
- คำนวณภาระ – ทรัพย์สินที่มี = เงินเอาประกันที่ควรมี
- เลือกแบบให้ตรงเป้าหมาย เช่น ชั่วคราว (ผ่อนบ้าน) vs บำนาญ (เกษียณ)
ถ้ามีประกันอยู่แล้ว ต้องดูแลอย่างไร?
- กู้เงินกรมธรรม์:
ใช้สิทธิในการขอกู้เงินจากกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับอยู่ - เวนคืนกรมธรรม์:
ยกเลิกสัญญาประกันเพื่อรับเงินสดทั้งหมด - แปลงเป็นประกันภัยแบบขยายเวลา:
หยุดจ่ายเบี้ย และยังได้รับความคุ้มครองต่อในวงเงินเดิมแต่ระยะเวลาสั้นลง - แปลงเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ:
หยุดจ่ายเบี้ย และยังได้รับความคุ้มครองต่อไปในวงเงินที่ลดลง
ประกันสุขภาพ: ทำแบบไหน คุ้มจริง?

ประกันสุขภาพคือเครื่องมือที่ช่วยลดภาระค่ารักษา และชดเชยรายจ่ายเมื่อต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการเพียงพอ
ประเภทของประกันสุขภาพที่ควรรู้:
- แบบค่ารักษา: จ่ายตามค่ารักษาที่เกิดขึ้น เช่น แบบเหมาจ่าย, แบบแยกค่าห้อง, แบบ OPD
- แบบเงินชดเชย: จ่ายเงินรายวันเมื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล
- แบบโรคร้ายแรง: จ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรคร้ายแรง
- แบบอุบัติเหตุ: คุ้มครองกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือค่ารักษาจากอุบัติเหตุ
วางแผนยังไงให้พอดี?
- ประเมินโรงพยาบาลที่จะใช้
- ตรวจสิทธิ / ประเมินเบี้ยที่จ่ายไหว (ไม่เกิน 5% รายได้)
- เลือกแบบประกันที่เสริมจากสวัสดิการที่มีอยู่
New Health Standard และ Co-Payment
New Health Standard ต้องรู้
- บริษัทประกันต้องต่ออายุทุกปี (ยกเว้นแจ้งเท็จ)
- คนที่เคลมมากจะปรับเป็น Co-Pay แทนการตัดสิทธิ์
- ปรับเบี้ยตามกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะบุคคล
- แบ่งค่ารักษาเป็น 13 หมวด ชัดเจนขึ้น
- โรคที่เคยเป็นมาก่อน ถ้าไม่มีอาการเกิน 5 ปี ไม่ถือว่าเป็นแล้ว
Co-Payment & Deduction
- Co-Payment: จ่ายร่วมเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น 30% เรา, 70% บริษัท
- Deduction: จ่ายเองก่อน เช่น 50,000 บาทแรก แล้วบริษัทถึงจะเริ่มจ่าย
ตัวอย่างกรณีที่อาจถูก Co-Pay
- เคลมเล็กน้อย ≥ 3 ครั้ง + รวม > 200% เบี้ย → Co-Pay 30%
- เคลมทั่วไป ≥ 3 ครั้ง + รวม > 400% เบี้ย → Co-Pay 30%
- เข้าเงื่อนไขทั้งสอง → Co-Pay 50%
- โรคร้ายแรง & อุบัติเหตุ ไม่โดน Co-Pay
📌 สรุป: ถ้าใช้ประกันตามความจำเป็นจริง ไม่เคลมบ่อยเกิน ก็ไม่ต้องกังวล
สรุป
การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างเป็นระบบ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มั่นคงและเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรองเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน วางแผนประกันชีวิตเพื่อดูแลภาระหรือส่งต่อมรดก หรือเลือกทำประกันสุขภาพเพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ต้องใช้เงินเก็บ การเข้าใจเครื่องมือเหล่านี้และวางแผนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เรารับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ และสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมีแบบแผนในระยะยาว.
หากคุณต้องการต่อยอดความรู้และวางรากฐานการเงินที่มั่นคง
แนะนำให้เข้าไปเรียนคอร์สฉบับเต็ม มหกรรมความรู้ คนไทยฉลาดลงทุน
👉 รายละเอียดคอร์ส

Leave a comment